March 4, 2021

“ธนาธร” อัด “ประยุทธ์” ยันดีลวัคซีนไม่ปกติ ปชช.มีสิทธิสงสัยการใช้เงินภาษี ซัด อย่าเบี่ยงประเด็น กลบความล้มเหลวตัวเอง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 มกราคม ที่อาคารไทยซัมมิท สำนักงานคณะก้าวหน้า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แถลงชี้แจงกรณีหลังออกมาตั้งข้อสังเกต และเปิดเผยข้อมูลสำคัญเรื่องการจัดหาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย

โดยรัฐบาลจองจัดซื้อล่วงหน้าผ่านบริษัท AstraZeneca สหราชอาณาจักร ที่เชื่อมโยงกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จนถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า เรื่องการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตและเศรษฐกิจของประเทศไทย

หากประเทศไทยจัดซื้อจัดหาวัคซีนได้ช้ากว่าและน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของเรา การมีวัคซีนก็เหมือนกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่อย่าลืมว่าเรายังอยู่ในอุโมงค์ ดังนั้นข้อเท็จจริงเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายประเทศสามารถหาวัคซีนได้มากกว่าจำนวนประชากรของประเทศ

ความเสี่ยงก็คือ หากประเทศไหนสร้างภูมิคุ้มกันได้เสร็จก่อน ก็มีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาฟื้นฟูประเทศได้เร็วกว่าประเทศอื่น ประชาชนจะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ทุกวันนี้ก็เห็นว่าประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหน้า หากฉีดช้า 6 เดือน ประชาชนก็จะเดือดร้อนไปอีก 6 เดือน มีแต่ความไม่แน่นอนเต็มไปหมด จึงต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว นี่คือเหตุผลที่เราต้องออกมาบอกรัฐบาลและออกมาพูดกับประชาชนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

นายธนาธรกล่าวว่า วันนี้เรามีดีลวัคซีนที่ทำกับบริษัท AstraZeneca ซึ่งมีบริษัทเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นองค์กรที่แสวงหากำไร หากปิดชื่อถือหุ้นของบริษัทนี้ออกไป บริษัทนี้ก็ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวนมหาศาล ซึ่งมาจากภาษีประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนไม่สมควรที่จะเข้าไปตรวจสอบว่า

ดีลที่เกิดขึ้นมีความเป็นปกติหรือไม่ เพราะเงินที่นำไปสนับสนุนบริษัทนี้มาจากภาษีประชาชน แล้วก็ปรากฏชัดจากเอกสารที่เราดูว่า เป็นการทำดีลเดียวกันที่เกี่ยวโยงกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และ บริษัท AstraZeneca ที่สำคัญคือวัคซีนที่กำลังพูดถึงมาจากภาษีประชาชน

นายธนาธรกล่าวว่า พวกเราทำงาน เราตรวจสอบการใช้เงินที่มาจากภาษีประชาชนกับทุกบริษัทที่เป็นเอกชน บทบาทของตน และเพื่อนของตนที่ย้ายไปอยู่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน เรามีความเชื่อว่าสัญญาก้อนใหญ่นั้น ไม่ได้เจรจาอย่างเป็นเอกเทศ

จากเอกสารไม่ระบุว่ามีการคัดเลือกและเปรียบเทียบจึงต้องตั้งคำถาม และเมื่อพวกเราตั้งคำถามกับการที่ประเทศไทยจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมจำนวนประชากรได้น้อยและฉีดช้ากว่าประเทศอื่นว่า มาจากการที่รัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ กลับทำให้ตนถูกรัฐบาลฟ้อง

โดยนายธนาธรระบุในตอนหนึ่งด้วยว่า พลเอกประยุทธ์ไม่ควรจะดึงเอาประเด็นสถาบันมาเกี่ยวข้อง

นายธนาธรกล่าวต่อด้วยว่า หากการตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลแล้วถูกโดนคดีแบบนี้ต่อไปหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็จะมีการฟ้องปิดปากแบบนี้อีกใช่หรือไม่ ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองไทยมีส่วนได้ส่วนเสียกับอนาคตของประเทศ

จึงต้องมาหาทางออกร่วมกันว่าตกลงการวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจคือ การไม่จงรักภักดีหรือไม่ หรือเป็นศัตรูกับสถาบันหรือไม่ ในสังคมไทยทั้งสังคมต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้