August 10, 2020

นศ.โดนแล้ว ตั้งแฟลชม็อบจันทบุรี ตร.นอกเครื่องเเบบรอจับ ปรับโทษ พรบ.ชุมนุม เผยเหตุต้องออกนอก ม.

วันที่ 29 ก.พ. ไอลอว์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. บริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชย อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี นักเรียนมัธยม นักศึกษา และประชาชนในจังหวัดจันทบุรี ไม่น้อยกว่า 800 คน ร่วมกันจัดกิจกรรม #จันรีไม่รอกู้เดี๋ยวสู้เอง เพื่อแสดงจุดยืนต่อการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ในงานมีกิจกรรมเขียนป้ายผ้าแสดงออกต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีการปราศรัยปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยนักเรียน นักศึกษา และประชาชน หลังจบงานผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันส่องไฟแสดงออกและร้องเพลง “Do you hear the people sing?” ภายในงานมีการสังเกตการณ์จากตำรวจในเครื่องแบบ 8 นาย และนอกเครื่องแบบไม่น้อยกว่า 5 นาย

กิจกรรมดังกล่าวสืบเนื่องมาจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีความคิดริเริ่ม แต่ทางมหาวิทยาลัยที่มี ผศ.ดร.ไวกูณฑ์ ทองอร่าม อดีตสมาชิกสปช. เป็นอธิการบดี ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรม ทำให้นักศึกษาออกมาใช้สนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชยแทน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้อำนาจของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่ผู้จัดการชุมนุมมีหน้าต้องแจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

แต่ผู้จัดกิจกรรมดำเนินการแจ้งการชุมนุมในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น. ต่อตำรวจสภ.เมืองจันทบุรี ก่อนหน้าการชุมนุมไม่ถึง 24 ชั่วโมง และแจ้งการใช้เครื่องขยายเสียงต่อเทศบาลเมืองจันทบุรี ซึ่งทั้งหมดร้อยเวรที่อยู่ประจำวันได้รับแจ้งไว้แล้ว

ต่อมา พ.ต.อ.พงศ์รพี รพีถวิลวรรณ ผกก.สภ.เมืองจันทบุรี แจ้งต่อผู้จัดกิจกรรมว่า การชุมนุมของผู้จัดกิจกรรมไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้จัดกิจกรรมไม่สามารถเลื่อนเวลาออกไปได้แล้ว ยืนยันที่จะจัดตามกำหนดเดิม

ระหว่างงาน ผกก.สภ.เมืองจันทบุรี ได้ออกประกาศเรื่อง ให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยสรุปว่า การชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายในเวลา 20.00 น. และขอให้ผู้ชุมนุมปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ชุมนุมที่พ.ร.บ.ชุมนุมฯกำหนดไว้

หลังจัดกิจกรรมตำรวจได้เรียกผู้จัดกิจกรรมไปเปรียบเทียบปรับฐานกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ 2 ข้อหาคือ ไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงและไม่ยื่นคำร้องขอผ่อนผันกำหนดเวลา ข้อหาละ 10,000 บาท อันเป็นอัตราปรับสูงสุดของแต่ละข้อหา อย่างไรก็ตามผู้จัดกิจกรรมได้พยายามต่อรองค่าปรับจนท้ายที่สุดตำรวจคงสั่งปรับข้อหาละ 2,500 บาท รวม 5,000 บาท